เปลวเพลิงในใจ

ม่านได้ปิดฉากลงแล้วสำหรับการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ ประดับเหรียญรางวัลของคุณและเดินทางต่อไปยังหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ ที่ซึ่งคุณจะต้องทำการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนทิศทางของเรื่องราว

ไปที่สังเวียนและพบกับ Lupa

Lupa: มาแล้วสินะ คู่หู!

Lupa: ผู้พิทักษ์สุดกล้าแกร่ง ยูดิคิส Arsinosa ของเราไม่ใช่เอคโค่ที่ชอบให้ผู้คนรุมล้อมเท่าไร

Lupa: ราชสีห์น่ะโปรดปรานผู้ที่แข็งแกร่ง ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ ผู้ที่ผ่านศึกอย่างโชกโชน มีแค่ผู้ที่นางมองว่าคู่ควรเท่านั้นที่ถึงจะยอมอ้าแขนต้อนรับ

Lupa: แต่ก็อย่างว่า... นางเป็นเอคโค่ พูดไม่ได้

ผู้พเนจร: (เสียงนี่...)

Lupa: เป็นยังไงบ้าง? เมื่อกี้รู้สึกอะไรรึเปล่า?

ผู้พเนจร: ฉันได้ยินแต่เสียงประหลาดๆ ที่ราชสีห์หันไปคือที่ไหนรึ?

Lupa: ที่นั่นคือที่ที่เหล่าวีรชนทุกคนที่ได้รับเกียรติจากเหล็กและไฟจะได้พักผ่อนชั่วนิรันดร์

Lupa: แต่เนื่องจากเส้นทางแห่งการล่าช่างยาวไกล หลายคนจึงสิ้นชีพโดยที่ไม่มีร่างกลับมาด้วยซ้ำ มีเพียงแค่อาวุธที่สามารถนำกลับมาได้

Lupa: ความถี่ของ Arsinosa ถูกหลอมรวมมาจากเสียงโห่ร้องกลางสมรภูมิ อาวุธที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการต่อสู้ยังคงแบกรับเจตจำนงของเจ้าของเดิมไว้ เกิดเป็นเสียงกระซิบบอกเล่าภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้นดี

Lupa: การได้สัมผัสอาวุธพวกนั้นถือเป็นพิธีการสำคัญของผู้ที่คว้าชัยในมหาศึกอากอนและได้รับการยอมรับจากราชสีห์

Lupa: การได้ฟังเสียงบรรพชนเคียงข้าง Arsinosa คือแหล่งพลังใจสำคัญของชาวเซปติมอนต์เลย

ผู้พเนจร: (ก่อนจะเจอ Buling ตอนฉันแตะเอคโค่ที่อยู่ในหมู่บ้านนั่น ฉันสัมผัสได้ถึง... ความถี่ผิดปกติที่ทั้งซ้อนทับ ทั้งเลือนราง)

ผู้พเนจร: (เหมือนที่ Abby อธิบายระหว่างทางมาเซปติมอนต์เลย ตอนนั้นฉันยังหาต้นตอไม่เจอ)

ผู้พเนจร: (แต่ตอนนี้... ฉันเจอแล้ว)

ผู้พเนจร: (ต้นตอของพลังนั่นอยู่ที่หุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ ยิ่งราชสีห์เข้าใกล้ มันก็ยิ่งชัดขึ้น)

Lupa: นางกำลังรอเราอยู่ที่นั่น พวกเรา... ไปด้วยกันเถอะ

Lupa: ไม่รู้ว่าคุณจะสนใจพิธีของชาวเซปติมอนต์รึเปล่า แต่ก็น่าจะมีเบาะแสติดมือมาได้บ้างล่ะนะ?

ผู้พเนจร:

Lupa: ฮ่าๆ ๆ เยี่ยม! งั้นไปกันเลย!

Lupa: โอย...

ผู้พเนจร: เป็นอะไรรึ?

Lupa: เปล่า... แค่...

Lupa: ...แค่เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ คงเพราะตื่นเต้นหลังชนะ... ล่ะมั้ง

Lupa: ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร ไปกันต่อเถอะ

ไปยังหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์

Lupa: ช่วงนี้นี่มันงานฉลองของชัยชนะชัดๆ!

Lupa: ได้คว้าแชมป์ ได้ลิ้มรสเกียรติยศ... ทั้งหมดนี้ก็เพราะคุณเลยนะ

Lupa: แปลกแฮะ... ทำไมจู่ๆ ทาเซ็ตดิสคอร์ดถึงโผล่มาพร้อมกันเยอะขนาดนี้?

เดินหน้าต่อ

Lupa: นึกว่าปกติทาเซ็ตดิสคอร์ดจะไม่ค่อยโผล่มาแถวเทือกเขาชายแดนเสียอีก

ผู้พเนจร: (ทาเซ็ตดิสคอร์ดพวกนี้ไม่ได้รวมตัวกันจากแถวๆ นี้ แต่เหมือนกับว่า... เกิดขึ้นจากอากาศธาตุมากกว่า)

Lupa: ข้างหน้านี่ก็คือ หุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ สุสานของเหล่าวีรชน

Mya: คุณ... คือ...

Mya: ...บ้านเกิดของฉัน...

Mya: เซปติมอนต์...

ผู้พเนจร: (ผู้หญิงคนเมื่อกี้คือ... Mya)

ผู้พเนจร: (ยิ่งเข้าใกล้หุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ โลกปกติกับโลกผิดปกติก็ยิ่งซ้อนทับกันมากขึ้น สิ่งที่รออยู่ตรงหน้าคงเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องทุกอย่างแน่ๆ)

ผู้พเนจร: (ลองทบทวนเรื่องทั้งหมดดูอีกทีดีกว่า ทั้งเซปติมอนต์ Lupa Cartethyia Mya Lioness of Glory... ทั้งหมดเลย)

ผู้พเนจร: (Cartethyia เดินทางมาถึงเซปติมอนต์คนเดียว เธอเลือกที่จะไม่รอฉัน ไม่มีการติดต่อ แปลว่าต้องมีอะไรบางอย่างทำให้เธอทำแบบนั้นไม่ได้)

ผู้พเนจร: (ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ตัดการติดต่อของเธอได้ นอกจากแฟรกต์ซิดัสแล้ว ก็เหลือแค่เธรโนเดียน ทั้งที่มันควรจะสูญสิ้นไปแล้ว)

ผู้พเนจร: (แต่เซปติมอนต์ไม่ได้ศรัทธาในเซนติเนล เธรโนเดียนก็ไม่เคยสร้างอิทธิพลที่นี่ ...เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น)

ผู้พเนจร: (เธรโนเดียนควบคุมจิตของสาวกผ่านความศรัทธา Mya เป็นชาวรากูนน่า ซึ่งก็มีโอกาสสูงว่าจะเป็นสมาชิกของภาคีเร้นสมุทร)

ผู้พเนจร: (ถ้าหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์เป็นพิธีสำคัญของเหล่าแชมเปี้ยน งั้นก็เป็นไปได้ว่า Mya เคยไปที่นั่น... และบางทีก็อาจเป็นที่นั่นที่เธอหายตัวไป)

ผู้พเนจร: (อาการคลุ้มคลั่ง ภาพหลอน แล้วก็คุมตัวเองไม่ได้ในสังเวียน ล้วนเป็นสัญญาณของการกัดกร่อนจากเธรโนเดียน)

ผู้พเนจร: (Phrolova เคยพูดไว้ว่า "ยิ่งเข้าใกล้ตัวเอกของเรื่องเท่าไหร่ อิทธิพลต่อเรื่องราวก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น")

ผู้พเนจร: (ในมหาศึกอากอนครั้งนี้ Lupa คือตัวเอก เมื่อหลายปีก่อนก็เป็น Mya และตอนนี้ฉันเห็นภาพของ Mya ซ้อนทับกับ Lupa ตลอดทางเลย)

ผู้พเนจร: (ถ้า Mya ที่ฉันเห็นอยู่ภายใต้การครอบงำของเธรโนเดียน งั้นการช่วงชิงบทบาทตัวเอกอาจเป็นกุญแจสำคัญของแผนการของมันหรือเปล่า?)

ผู้พเนจร: (ครั้งแรกที่เจอ Lupa ฉันสัมผัสได้ถึงความถี่ที่คล้าย Cartethyia ต่อมาก็สัมผัสได้ถึงความถี่ของเธรโนเดียนจากตัวเธอด้วย)

ผู้พเนจร: (พวกเธอเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่านะ? ถ้า Cartethyia เข้าไปพัวพันกับ เรื่องราว นี้ ก็อาจจะมีความเป็นไปได้สูง)

ผู้พเนจร: (หรือว่า Lupa จะลืมไปแล้ว? หรือเคยพบกันโดยที่ไม่รู้ตัว? หรือจริงๆ แล้วเธอกำลังโกหกอยู่และอยู่ภายใต้อิทธิพลของเธรโนเดียนอยู่แล้ว?)

ผู้พเนจร: (ที่ Phrolova บอกว่า Lupa จะก่อให้เกิดคลื่นทมิฬคือความจริง... หรือว่าเธอเองก็เป็นเหยื่ออีกคนกันแน่นะ?)

Lupa: คู่หู คุณดูไม่ค่อยสบายใจนะ

Lupa: มีอะไรอยากให้ช่วยไหม? หรือ... มีอะไรอยากบอกฉันรึเปล่า?

ผู้พเนจร:

Lupa: ขอโทษนะ คู่หู ฉันจำไม่ได้เลยว่าเคยเจอกับ Cartethyia แต่... ที่คุณพูดมาก็มีเหตุผล ฉันอาจจะเคยเจอแต่ลืมไปก็ได้

Lupa: สองสามวันมานี้มีหลายช่วงเลย... ที่เหมือนฉันรู้สึกล่องลอย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้กำลังทำอะไรอยู่

Lupa: ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลกระทบของเธรโนเดียนรึเปล่า แต่... ถ้ามีอะไรผิดปกติ เช่นมันต้องการจะบิดเบือนสติฉัน...

Lupa: ยังไงคุณก็จะตัดสินใจทำในสิ่งถูกต้องอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? คู่หูของฉัน

Lupa: ต้องปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของฉันได้อยู่แล้วใช่ไหม

ผู้พเนจร: เรื่องนี้มันใหญ่กว่านั้นนะ Lupa

ผู้พเนจร: ฉันเคยได้ยินชาวเซปติมอนต์พูดว่า "แสวงหาเพียงเกียรติยศ หาได้กลัวตายไม่" แต่บางครั้งที่การมีชีวิตอยู่ กลับต้องใช้ความกล้ามากกว่าการตายเสียอีก

Lupa: เฮอะ... ถ้าอย่างนั้นก็ดี!

Lupa: ฉันเชื่อใจคุณ เหมือนที่คุณเชื่อฉัน

ผู้พเนจร: ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องไปคิดมากหรอก

Lupa: ...งั้นเหรอ?

Lupa: ฉันไม่รู้ว่าคุณกังวลอะไรอยู่ แต่คุณตอบรับคำชวนของฉันแล้ว และเราก็สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในสังเวียนกันมาแล้ว

Lupa: สำหรับนักรบแบบฉัน เสียงเหล็กปะทะกันน่าเชื่อถือยิ่งกว่าคำพูดซะอีก!

Lupa: รอยของคมดาบย่อมสะท้อนถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ถือมัน

Lupa: เอาล่ะ! อย่าทำหน้าหม่นแบบนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไร ฉันก็เชื่อว่าคุณจะตัดสินใจได้ถูกอยู่ดี

Lupa: เซปติมอนต์คือเมืองของฉัน อย่าปล่อยให้เมืองนี้ต้องสูญเสียเกียรติและศักดิ์ศรีไปนะ สัญญาได้ไหม? คู่หู

ผู้พเนจร: ฉันจะทำเท่าที่ทำได้

ผู้พเนจร: (ไม่สำคัญหรอกว่าบทสรุปของเรื่องราวจะเกิดขึ้นไปแล้วแล้ว หรือยังรอให้เปิดเผย...)

ผู้พเนจร: (ฉันจะเชื่อวิจารณญาณของตัวเอง ให้มันพาไปในทิศทางที่ควรจะไป)

Lupa: ดาบ หอก แล้วก็ง้าวที่ปักฝังอยู่ในหินนั่น... ทั้งหมดเป็นอาวุธของวีรชนผู้ล่วงลับ

Lupa: ที่เซปติมอนต์เรามีธรรมเนียมอยู่ แตะมันสิ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของเจ้าของคนก่อนดู

คุณยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเฉียดต้องผิวเหล็กที่ขึ้นสนิม แล้วเสียงเคร่งขรึมก็แว่วก้องมาจากด้ามหอกนั้น

ท่ามกลางศึกไม่รู้จบและกระแสคลื่นทมิฬที่ถาโถม ญาติมิตรและไออุ่นก็สูญสลาย ความอ่อนโยนและความรักล้วนจางหาย

สุดท้าย สิ่งเดียวที่ยังตรึงอยู่ในสายตาของเขาคือดอกไม้สีขาวที่ผลิบานทั่วผืนทุ่งอันแห้งแล้ง

ช่างเปราะบาง ช่างงดงาม... เขาถอนหายใจในขณะที่กะโหลกถูกบดขยี้ด้วยทาเซ็ตดิสคอร์ด

คุณยื่นมือออกไป ปลายนิ้วเฉียดกับผิวเหล็กที่ขึ้นสนิม แล้วเสียงแผ่วเศร้าก็พร่ำร้องออกมาจากใบง้าวนั้น

ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอออกเสาะหาสนามรบก็เพื่อหนีจากอีกสนามรบหนึ่ง

เธอสลัดทองคำทิ้ง ฉีกเกียรติยศที่พันธนาการเธอไว้ แล้วหันหลังให้ตระกูลผู้หยิ่งผยองที่ล่ามเธอ ปฏิเสธทุกสายตาที่คอยจ้องตาม

"ความเงียบนี้... คือชัยชนะของฉัน!" เธอหัวเราะ พลางพุ่งตัวเข้าสู่คลื่นทมิฬ

ฟังเสียงกระซิบของดาบโบราณ

ผู้พเนจร:

Lupa: นี่คือดาบของ Tercules จำสายน้ำในเมืองชั้นบนได้ใช่ไหม? ตอนนั้นคุณกำลังตามหา Cartethyia เขาคือคนต้นแบบของรูปสลักนั่น

Lupa: นานมาแล้ว คลื่นทมิฬถาโถมใส่ชาวรากูนน่า และเซปติมอนต์เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

Lupa: Tercules เป็นบุตรของเอฟอร์ในตอนนั้น เขานำทหารของเราออกไปต้านทานทาเซ็ตดิสคอร์ด แต่ต้องหมดแรงสิ้นชีพท่ามกลางคลื่นทมิฬ

Lupa: ดาบของเขาถูกคลื่นทมิฬปนเปื้อน แต่พวกพ้องของเขาก็ยังเสี่ยงตายไปเอามันกลับมาได้

Lupa: ที่ดินแดนแห่งนี้ ความถี่ของอารมณ์ที่เดือดพล่านสามารถผสานกับพลังอื่นได้ง่าย Lioness of Glory เองก็กำเนิดมาจากความรู้สึกที่เดือดดาลของเหล่าผู้กล้า เลยมีอิทธิพลต่ออาวุธพวกนี้

Lupa: ตอนนั้น ดาบเล่มนี้ก็เริ่มจะอันตรายมากขึ้นจากการถูกบิดเบือน...

Lupa: แต่พอเวลาผ่านไปหลายปี ก็ได้กลายเป็นของระลึกถึงวีรบุรุษไป

ผู้พเนจร: (ฉันสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังสะเทือนเป็นจังหวะรุนแรงในทิศทางที่คมดาบชี้ไป)

ผู้พเนจร: (มาจากทางใต้ดิน หรือจะอยู่ในตัวภูเขากันนะ?)

Cartethyia: ...ความถี่... ของเซนติเนล Imperator...

Cartethyia: เซปติมอนต์ก็มีเจเนซิสเน็กซัสของตัวเอง... เหมือนกับรากูนน่า... เพราะฉะนั้นจึง...

Cartethyia: ...ต้องการพลัง ...ที่แข็งแกร่งขึ้น...

เอาชนะทาเซ็ตดิสคอร์ดที่ผิดปกติ

Lupa: พวกทาเซ็ตดิสคอร์ดโผล่มาอีกแล้ว! เหมือนครั้งก่อนเลย!

ผู้พเนจร: (เมื่อกี้เพียงชั่ววูบเดียว บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปเหมือนกับตอนที่ฉันเห็น Mya เลย)

ผู้พเนจร: (ทุกครั้งที่มีการซ้อนทับแบบนี้ จะมีเกลียวคลื่นกัดกร่อนและพวกทาเซ็ตดิสคอร์ดมักโผล่ขึ้นมาเสมอ...)

Lupa: เกลียวคลื่นกัดกร่อนนี่... ลุกลามออกมาจากคลื่นทมิฬ

Lupa: ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาแบบนี้ล่ะเนี่ย...

ผู้พเนจร: เราจัดการพวกมันก่อน แล้วค่อยมาดูว่าดาบนั่นเป็นต้นตอรึเปล่า

กำจัดเกลียวคลื่นกัดกร่อน

Lupa: ทางนั้นมีเสียงอะไรน่ะ... คู่หู เราไปดูกันเถอะ!

ไปยังแหล่งกำเนิดของเสียงประหลาด

ผู้พเนจร: Lupa?

Lupa: นี่มัน... เหมือนฉันไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ

Lupa: ไปกันเถอะ

เข้าไปในภูเขา

ตรวจสอบต่อ

ผู้พเนจร: ไม่ผิดแน่ นี่คือความถี่ของ Imperator

??: บนตัวเจ้า...

??: มีกลิ่นอายของ Cartethyia

ผู้พเนจร: ไม่ใช่แค่ความรู้...

ผู้พเนจร: แต่แกหลอมรวมสิทธิ์เข้าถึงของเซนติเนลไปด้วย!

ผู้พเนจร: บทบาทของ Lupa ในเรื่องราวนี้...

ผู้พเนจร: ไม่ใช่ของแก!

Lupa: นั่นมัน... ผู้เข้าแข่งขัน Mya เหรอ?

ผู้พเนจร: มันคือเธรโนเดียน

ผู้พเนจร: Lupa เรื่องต่อไปนี้มีแค่เธอเท่านั้นที่ทำได้

Lupa: บอกมาเลย ฉันต้องทำอะไร

ผู้พเนจร: อ่านบทละครให้จบ แล้วปรับตามสถานการณ์

ผู้พเนจร: ฉันเชื่อในตัวเธอนะ คู่หู

Lupa: ฮะ... แฮ่ก... เฮือก!

Lupa: ฝะ... ฝันเหรอ? ไม่ ไม่ใช่...

Lupa: ไม่ใช่... ฝัน

Lupa: ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว คู่หูของฉันได้ฝากความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไว้ในมือฉันแล้ว

Lupa: หึ... รู้สึกดีชะมัด ไม่ต้องยืนโดดเดี่ยวบนเวทีแชมเปี้ยนเพียงคนเดียวอีกต่อไป

Lupa: (ผู้พเนจร อาจยังไม่รู้ แต่ฉันจำได้แล้วว่าฉันเคยร่วมเดินทางกับ Cartethyia เท่ากับว่าตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ในโลกจริงแน่ๆ)

Lupa: (ที่นี่คือมิติโซโนโรที่แฟรกต์ซิดัสสร้างขึ้น เขตแดนแห่งเรื่องราว)

Lupa: (เรื่องราวของมหาศึกอากอนจะมีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น ก่อน Cartethyia จะมาถึงที่นี่ ฉัน... ก็เคยวนเวียนอยู่ในเรื่องราวนี้นับครั้งไม่ถ้วน)

Lupa: (คลื่นทมิฬกลืนกินเซปติมอนต์อย่างไม่หยุดหย่อน สัตว์ประหลาดครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ทะเลนั่นก็ตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ... หรือทั้งหมดนี้คือแผนของแฟรกต์ซิดัสที่หวังจะให้มันอิ่มท้องด้วยซากเมืองเซปติมอนต์กันนะ?)

Lupa: (บทละคร... ใช่ มิติโซโนโรแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือเล่มหนึ่ง)

Lupa: (ในมิติโซโนโร แต่ละโลกก็เป็นแค่เรื่องราวซ้ำๆ เรื่องหนึ่ง... แต่ละเรื่องก็เหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งที่ซ้อนทับกันไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น)

Lupa: (เมื่อมีหน้ากระดาษแผ่นใหม่ปรากฏ ก็จะซ้อนทับแผ่นเก่า แต่ร่องรอยการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องก่อนก็ยังซึมทะลุผ่านด้านหลังให้เห็นอยู่)

Lupa: (เพราะการกระทำของ Cartethyia เมืองเซปติมอนต์ที่เคยร้างเพราะคลื่นทมิฬ ก็ได้เริ่มกลับคืนสู่ความปกติในเรื่องราวที่ ผู้พเนจร ได้มาถึง)

Lupa: (Cartethyia ช่วยฉันไว้ เปลี่ยนชะตาของฉัน ให้ฉันได้มายืนอยู่เคียงข้างคู่หู ผู้ที่ได้หยุดยั้งเธรโนเดียนเอาไว้ได้ในเรื่องก่อน คราวนี้ความทรงจำของฉันจึงยังอยู่ครบ)

Lupa: (ผู้พเนจร เล่นงานเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นจนบอบช้ำ พลังที่ศูนย์เน็กซัสป้อนให้มันก็ถูกตัดขาดแล้ว)

Lupa: (แต่นั่นยังไม่ใช่ร่างสมบูรณ์ของมัน...)

Lupa: (...ฉันเคยออกตามหาตัวจริงของมันกับ Cartethyia ฉันจำได้ สิ่งที่เราตามหาอยู่ที่ผิวน้ำของเมืองชั้นล่าง)

Lupa: ฉันจะไม่มีวันทำให้ความเชื่อใจของคุณสูญเปล่าแน่ ผู้พเนจร

ขี่วิงเรย์

Lupa: (เขตเมืองเก่าของเซปติมอนต์ที่ถูกน้ำกลืนหายไปเพราะคลื่นทมิฬ...)

Lupa: (...คลื่นทมิฬปกคลุมเหนือเซปติมอนต์ราวกับเมฆพายุที่ดื้อรั้นไม่ยอมสลายไปสักที)

Lupa: (หรือว่า ผู้พเนจร... ไม่สิ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะมามัวกังวล ฉันต้องรีบหาต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้ให้เจอให้ได้)

ขี่วิงเรย์สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า

ไปยังเขตเมืองเก่า

Lupa: (ในเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งฉันเคยมาที่นี่กับ Cartethyia...)

Cartethyia: ดูท่า... เธอจะไปต่อไม่ไหวแล้วนะ

ผู้ไร้นาม: เหอะ... ฉันเอง... ก็คิดแบบนั้น... เราหยุดกันแค่นี้ดีกว่า...

ผู้ไร้นาม: แปลกจัง ฉันจำเรื่องของเซปติมอนต์ได้ทุกอย่าง แต่... ฉันกลับจำไม่ได้... จำชื่อของตัวเองไม่ได้

Cartethyia: เธอไม่ได้ลืมหรอก

Cartethyia: มีคนช่วงชิงบทบาทของเธอไปจากเรื่องราวนี้ ขนาดชื่อเธอบนป้ายหน้าสังเวียนก็ยังเลือนจนอ่านไม่ออก

Cartethyia: การมีตัวตนอยู่ของเธอถูกลบออกไปแล้ว ถ้าจะทวงคืนก็มีแต่ต้องแก้ไขเรื่องราวนี้เท่านั้น

ผู้ไร้นาม: เหอะ... เสียดายที่ฉันคงอยู่ไม่ถึงจะได้เห็นวันนั้น

ผู้ไร้นาม: ขอโทษนะ Cartethyia เธอช่วยชีวิตฉันไว้ แต่ฉันกลับตอบแทนอะไรเธอไม่ได้เลย

Cartethyia: ตอนฉันยังเด็ก... เมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยได้ฟังเรื่องเล่าของเซปติมอนต์

Cartethyia: เมืองที่เต็มไปด้วยความหลงใหลและมีชีวิตชีวา ผู้คนดื่มสังสรรค์เฮฮา หัวเราะสุดเสียง ชื่นชมงานประติมากรรม และมีชีวิตอยู่เพื่อการล่า

Cartethyia: ทั้งชายหญิงไม่รู้จักความกลัว พวกเขาลุกโชนดังเปลวไฟ ทุ่มทั้งตัวทั้งใจจนกว่าชีวิตจะดับมอด

Cartethyia: แต่พอฉันมาถึงเซปติมอนต์ก็มีมือปริศนาเข้ามาทำลายทุกอย่าง คลื่นทมิฬหลั่งไหลไปทั่วทุกหัวระแหง เหลือเพียงแค่เมืองอันว่างเปล่า

ผู้ไร้นาม: ใช่... เมืองของฉันช่างงดงามเหลือเกิน...

ผู้ไร้นาม: พอสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านธงสีทองกับกระดิ่งลม เวลาก็เหมือนจะเดินช้าลง...

Cartethyia: เธรโนเดียน Leviathan... ฉันจะไม่ยอมให้มันมีโอกาสทำให้ชาวรินาซิตาต้องร่ำไห้และหลั่งเลือดอีกแล้ว

Cartethyia: ฉันจะลากตัวการที่ชักใยโศกนาฏกรรมนี้ออกมาจากเงามืดให้ได้

ผู้ไร้นาม: *แค่ก... แค่ก!* ขอฝากเซปติมอนต์... ไว้กับเธอได้ไหม?

Cartethyia: ไม่ได้

Cartethyia: เธอเป็นคนพูดเองนี่ นี่คือเมืองของเธอ เรื่องบางเรื่อง มีแค่เธอเท่านั้นที่ทำได้

Cartethyia: ร่องรอยของสัตว์ประหลาดยังหลงเหลืออยู่ในคลื่นทมิฬ... ฉันรู้สึกได้ ความถี่ของมันคล้ายของฉันมาก

Cartethyia: เธรโนเดียนสร้างฉันขึ้นมาให้เป็นเรโซเนเตอร์สำหรับรองรับพลังของมัน แต่ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว ยังมี "ภาชนะ" ที่ล้มเหลวก่อนหน้าฉันอีกมากมาย

ผู้ไร้นาม: หมายความว่า...

Cartethyia: ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันไม่รู้ ฉันจะตามสืบต่อไป แต่ไม่ว่าจะยังไง เธอก็ "พิเศษ" กว่าใครนะ

Cartethyia: ครั้งหนึ่ง... ฉันเคยคิดจะจบตัวเองลง... แต่ก็มีคนห้ามไว้

Cartethyia: ต่อให้ชีวิตที่ถูกชะตากรรมเย้ยหยันก็ยังทำลายคำสาปของตัวเองได้ ไม่ว่าเธอจะแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ แต่ถ้าอยากทำสิ่งใด ก็ต้องดิ้นรนอย่างเต็มที่สิ

Cartethyia: ฉันได้กลับมาเพราะความช่วยเหลือของใครคนหนึ่ง

Cartethyia: ฉันเชื่อว่าเขาจะมาที่นี่ แล้วพลิกเรื่องราวที่บิดเบี้ยวนี้ให้กลับเข้ารูปจนได้

ผู้ไร้นาม: คงเป็นคนที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ เลยสินะ ฉันอยากเจอเขาจังเลย... จะได้เห็นกับตาว่าเขาจะทำยังไง...

Cartethyia: งั้นเธอก็จะได้เห็นด้วยตาของตัวเองเลยล่ะ

Cartethyia: ชัยชนะน่ะ ไม่ได้คว้ามาได้ในพริบตาหรอกนะ ต้องอาศัยทั้งความอดทนและความมุมานะ สิ่งที่เราทำไม่ได้ตอนนี้ เดี๋ยวก็มีคนสืบต่อให้ถึงฝั่งเอง

Cartethyia: ถ้าอยากกอบกู้เมืองของเธอล่ะก็ ยื้อไว้ให้สุด ไม่ว่าจะเจ็บสักแค่ไหน ไม่ว่าจะลังเลเพียงใด ก็ต้องเดินหน้าต่อให้ได้

Cartethyia: เหมือนตอนที่เธอยังวนเวียนอยู่ในเซปติมอนต์ก่อนฉันจะมา แม้กายจะหมดแรง แต่ใจยังมีหวังที่จะออกไปขอความช่วยเหลือ

Cartethyia: จงไปยังเรื่องราวถัดไปเถอะ แล้วเอาข้อความของฉันไปบอกคนๆ นั้นที

ผู้ไร้นาม: *แค่กๆ* ก็ได้ Cartethyia... ฉัน... ฉันจะพยายามให้ถึงที่สุด... *แค่กๆ*

ผู้ไร้นาม: บอกฉันทีสิ ว่าคนๆ นั้นชื่ออะไร?

Cartethyia: ฉันเข้าใกล้ความถี่ที่ผิดปกตินั่นแล้ว...

Cartethyia: ...อยู่ในวังใต้บาดาลสินะ

Lupa: วังใต้บาดาล... ฉันจำได้ว่าเคยอ่านเจอในบันทึกของตระกูล Silva แต่ก่อนเคยเป็นทางน้ำใต้ดินที่ไหลออกไปสู่ที่ราบ

Lupa: แต่ว่าตอนนี้พอเขตเมืองเก่าถูกท่วมมิดทั้งเขต มีทางเดียวที่จะลงไปได้ คือต้องระบายน้ำออกให้หมดก่อน

Lupa: (หลังจากบทบาทของฉันถูกลบไป Cartethyia น่าจะได้พบสัตว์ประหลาดครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ทะเลนั่น... แล้วก็แฟรกต์ซิดัส)

Lupa: (เธอเลือกจะยืนรออยู่ตรงหน้ากระดาษที่กำลังปิดเช่นเดียวกับ ผู้พเนจร เพื่อเปิดโอกาสให้กับเรื่องราวใหม่)

Lupa: (และนั่นคือเหตุผล... ที่ฉันจำชื่อของตัวเองได้อีกครั้งเมื่อพบกับคู่หู)

Lupa: (ในระหว่างการเดินทางของเรา โลกที่ซ้อนทับกันที่คู่หูมองเห็นเกิดจากเจ้าสัตว์ประหลาดนั่น มันพยายามใช้ Mya เพื่อช่วงชิง บทบาท ของฉันอีกครั้ง... เพื่อที่จะทำให้เซปติมอนต์ปนเปื้อน)

Lupa: (มีเพียงฉันคนเดียวที่จะลบมันออกจากเรื่องราวนี้ได้ ฉันคนเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าฉันคือของจริงและมันเป็นของปลอม)

Lupa: ...เกิดอะไรขึ้นกับ Mya ที่หายไปในหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์เมื่อหลายสิบปีก่อนกันนะ?

Lupa: ตัวเธอที่ถูกกดขี่แบบนี้ เมืองที่ชื่อว่าเซปติมอนต์มีความหมายกับเธอแค่ไหนกัน...

Lupa: (ฉันจำได้ว่าทางเข้าทางน้ำใต้ดินอยู่ตรงหอระฆังของเขตเมืองเก่า)

Lupa: (อ๊ะ... จริงสิ! การดูแลทางน้ำพวกนี้เป็นหน้าที่ของตระกูล Silva มาโดยตลอดนี่)

Lupa: (ฉันน่าจะปลุกเจ้ายักษ์แห่งความรุ่งโรจน์ที่หลับใหลอยู่นี้ให้ตื่นได้)

Lupa: (ในธรรมเนียมโบราณของชาวเซปติมอนต์ เมื่อใดที่มันชักดาบขึ้นแล้วเฝ้ามองนักรบที่กำลังออกล่า ประตูและเส้นทางทั้งหลายก็จะเปิดออก)

Lupa: (เส้นทางเก่าหลายทางถูกปิดตายไปแล้ว แต่ถ้าฉันลองระบายน้ำผ่านเส้นทางที่ยังเหลืออยู่ก็น่าจะพอได้ ลองดูไม่เสียหาย!)

ระบายพื้นที่น้ำท่วมของเขตเมืองเก่า

ไปยังหอระฆัง

ไปยังลิฟต์

ใช้ลิฟต์เพื่อไปยังทางน้ำใต้ดิน

Lupa: (เหลือแค่ประตูนี้แล้ว ก็จะไปยังใจกลางของทางน้ำใต้ดินได้)

Lupa: (เปิดไม่ออกเลยแฮะ... คงต้องหาทางอื่นแล้วสิ)

เดินหน้าต่อ

Lupa: (กระจกสัมฤทธิ์กำลังเรียกหา)

Lupa: (คู่หูเคยใช้มันเพื่อ "มอง" โลกในอดีต ไม่แน่ว่าที่นี่ก็อาจมีอะไรซ่อนอยู่เหมือนกัน...)

ใช้กระจกทองแดงสัจจา

ดูสิ่งที่กระจกทองแดงเผยให้เห็น

Julia: ฉันกู้ร่างขึ้นมาจากทะเลสำเร็จแล้ว

Cristoforo: ทำได้ดีมาก คุณ Julia การรักษาคำพูดคือก้าวแรกของความร่วมมือที่ดี

Cristoforo: ฉันรู้ดี เอฟอร์คนปัจจุบันของเซปติมอนต์ในตอนนี้ไม่ค่อยฟังเสียงสภาสูงเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เราจะจัดการเอง

Cristoforo: เพียงแค่เหล้าผสมยาพิษ... แมลงสักตัว... ดาบสั้นสักเล่ม... หรืออุบัติเหตุเล็กน้อยสักครั้ง

Cristoforo: ถ้ามีผู้นำตระกูลที่เฉลียวฉลาดอย่างคุณ ตระกูล Silva ก็ไม่ต้องกังวลถึงความอยู่รอดของตัวเองแล้ว

Julia: ฉันไม่ได้ร่วมมือกับคุณเพื่อพวกเราเองสักหน่อย แต่ทำเพื่อเซปติมอนต์ต่างหาก!

Julia: ...พวกเราบางคนคงลืมไปแล้วว่าความน่ากลัวในการล่องเรือหนีตายกลางทะเลมันเป็นยังไง เพื่อให้รอดจากคลื่นที่เชี่ยวกราก เราต้องเลือกเส้นทางที่ถูกต้อง

Julia: เรื่องที่เหลือไว้คุยทีหลังเถอะ แต่บอกหน่อย คุณต้องการร่างที่ตายแล้วไปทำไม?

Cristoforo: ร่างที่ตายแล้ว... อ๋อ หมายถึง Mya รึ?

Cristoforo: แท้จริงแล้วเธอคือหัวใจสำคัญของอุปกรณ์ที่ฉันเคยพูดถึงไปก่อนหน้าว่าจะสร้างในจุดที่ลึกลงไปของทางน้ำใต้ดินแห่งนี้

Cristoforo: ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ร่างกายของเธอก็ยังมีข้อมูลที่เราต้องการอยู่ แล้วการทดลองของแฟรกต์ซิดัสที่นี่ จะดำเนินต่อไปอีกสักพัก

Cristoforo: ในระหว่างนั้น การปกปิดไม่ให้ใครรู้ถึงการมีอยู่ของฐานทดลองนี้ก็ยังต้องพึ่งคุณนะ คุณผู้หญิง

Julia: ...หัวใจสำคัญงั้นเหรอ? ความสามารถเรโซแนนซ์ของผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรสักหน่อย ตอนสู้ในสังเวียนก็ไม่ได้เก่งอะไรเป็นพิเศษเลยนะ

Julia: หึ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกขยะในสภาสูงอยากปั้นเธอขึ้นไปเพื่อสร้างกระแสเบี่ยงเบนความสนใจและความโกรธของชาวเมือง เธอก็ไม่มีวันหลุดเข้าไปถึงรอบชิงได้หรอก!

Cristoforo: อย่าได้โมโหไปเลย คุณผู้หญิง ที่คุณพูดนั้นถูกทุกประการ เด็กสาวคนนี้อ่อนแอเสียจนไม่อาจต้านทานผู้สร้างของเธอได้เลย

Cristoforo: ชัยชนะในมหาศึกอากอนนี่แหละ ที่เป็นเงามรณะที่ตามมาหาเธอ

Cristoforo: โชคกับเคราะห์ร้าย ความสูงศักดิ์กับความต่ำต้อย ความอ่อนแอกับความแข็งแกร่ง... บางครั้ง มันก็เป็นเพียงแค่เหรียญสองด้านเท่านั้นเอง

Cristoforo: และฉันเองก็หลงใหลในโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้นี่มาตลอด

Lupa: ...ที่แท้ ผู้เข้าแข่งขัน Mya ได้ตายไปนานแล้ว

Lupa: เธอไม่ได้จากเซปติมอนต์ไปไหน... แต่จมลึกไปในทะเลอันหนาวเหน็บต่างหาก

เดินหน้าต่อ

ตรวจสอบต่อ

ค้นหาตำแหน่งของเสียงกริ่ง

ใช้กระจกทองแดงสัจจา

ดูสิ่งที่กระจกทองแดงเผยให้เห็น

Cristoforo: เธอคงได้เห็นอุปกรณ์ทดลองในทางน้ำใต้ดินแล้วสินะ เป็นยังไงบ้างล่ะ?

Phrolova: ถ้าไม่ติดว่ามีดาบที่หักปักอยู่กลางอก ฉันคงนึกว่าร่างนั่นยังมีชีวิตอยู่

Cristoforo: นั่นสินะ ผ่านไปก็ตั้งหลายสิบปี แต่ Mya ก็ยังคงสภาพเหมือนวันที่ถูกฉุดขึ้นมาจากทะเลอยู่เลย

Cristoforo: ข้อมูลที่ได้จากเธอมีค่าไม่น้อยเลย ในฐานะเรโซเนเตอร์ที่ล้มเหลวของเธรโนเดียน ตัวอย่างนี้... ถือว่าน่าทึ่งเลยทีเดียว

Cristoforo: ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ ผู้พเนจร เข้ามาเกี่ยวข้อง Cartethyia ก็ออกมาจากหอคอยนั่นได้

Cristoforo: และฉันค้นพบว่า... พลังส่วนเล็กๆ ของเธรโนเดียนที่ยังหลงเหลือในร่าง Mya ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะหอคอยนั่นกลับมาเชื่อมต่อกับโลกของเรา

Phrolova: ฟังดู... เหมือนจะเจอแรงบันดาลใจใหม่แล้วสินะ

Cristoforo: ใช่แล้ว มหาศึกอากอนใกล้จะเปิดฉากที่เซปติมอนต์แล้ว และฉันก็มีไอเดียสนุกๆ อยู่ในใจอยู่ด้วย

Cristoforo: ก่อนที่เธอจะตายไป Mya ก็เข้าร่วมการแข่งขันนี้เหมือนกันฉันจะใช้มันเป็นจุดเชื่อมโยงจำลอง เพื่อเขียน บทละคร แห่งความเป็นจริงทับลงไป

Cristoforo: ฉันได้เจรจากับมัน และทำข้อตกลงเล็กๆ กันเรียบร้อยแล้ว

Phrolova: ...เจรจากับเธรโนเดียนเหรอ? Leviathan ตื่นแล้วงั้นเหรอ?

Cristoforo: มีแค่เพียงเศษพลังเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่น่ะ เป็นตัวตนที่ทั้งอ่อนแอ เจ้าเล่ห์ และโหยหาพลังที่จะทำให้ตนเองเติบโตกลับมา

Cristoforo: ฉันจะเขียน เรื่องราว ขึ้นใหม่ให้เจ้าปลาตัวนี้ เพื่อให้มันสานต่อสิ่งที่มันเคยทำไม่สำเร็จ ซึ่งก็คือการกลืนกินเซปติมอนต์ด้วยคลื่นทมิฬ

Cristoforo: เมื่อครั้งก่อน เธรโนเดียนคิดจะใช้ Mya หาศูนย์เน็กซัสของเซปติมอนต์ เพื่อกัดกร่อนระบบเสาเรโซแนนซ์ ซึ่งแม้จะล้มเหลว แต่มันก็ยังสามารถเข้าควบคุมจิตใจของแชมเปี้ยนคนนั้นและแทรกซึมเข้าไปยังเมืองชั้นบนได้

Cristoforo: แต่ว่าน่าเสียดาย สุดท้ายทุกอย่างกลับพังทลายหมด

Cristoforo: สาวน้อยผู้ซึ่งไร้เรี่ยวแรงต้านทานการกัดกร่อนทางจิตใจผู้นั้นจึงเลือกที่จะจบชีวิตลง เธอปักดาบลงกลางอกตัวเองแล้วกระโจนลงสู่ทะเลก่อนจะสำลักเลือดจนสิ้นใจ

Cristoforo: น่าสนใจใช่ไหมล่ะ? ทั้งที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน แต่ความแข็งแกร่งหรือความอ่อนแอก็ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันออกไปได้

Cristoforo: สตรีศักดิ์สิทธิ์สามารถหยุดยั้งแผนของเธรโนเดียนที่รากูนน่าไว้ได้ แต่สาวน้อยผู้น่าสงสารคนนี้กลับไม่มีทางเลือกนอกจากปลิดชีพตัวเอง

Cristoforo: ความตายที่เหมือนดั่งละคร เต็มไปด้วยความโศกเศร้า... ช่างเหมือนกับกวี ทั้งงดงาม ทั้งน่าเวทนานัก...

Phrolova: ฉันไม่สนรสนิยมของนายหรอก Cristoforo

Phrolova: ฉันก็แค่อยากรู้ว่าครั้งนี้นายคิดจะเขียนตอนจบให้เซปติมอนต์แบบไหนกันแน่?

Cristoforo: เธอนี่ช่างเป็นผู้อ่านที่ใจร้อนเสียจริงนะ Phrolova

Cristoforo: บทละครคราวนี้ก็เป็นเพียง "เครื่องขยาย" บ่มเพาะพลังที่ยังเหลืออยู่ของเธรโนเดียน พอมันเติบใหญ่พอ ฉันก็จะเอามิติโซโนโรมาทาบทับลงบนความจริง

Cristoforo: สิ่งที่ต้องทำก็แค่ให้คุณ Julia ช่วยเลือกแชมเปี้ยนที่เหมาะสมสักคน หึๆ การเปลี่ยน ตัวเอก ของเรื่องใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก

Cristoforo: พอเจ้าสัตว์ทะเลนั่นเติบใหญ่ในเปลที่ฉันหล่อขึ้นด้วยคลื่นทมิฬ บทเพลงสรรเสริญ "สวรรค์จาริก" ก็จะแพร่กระจายจากเซปติมอนต์ไปทั่วทั้งรินาซิตา

Cristoforo: คิดดูสิ เมื่อเทียบกับชาวเซปติมอนต์ที่ลืมเลือน Mya ไปหมดแล้ว เรื่องที่ฉันเขียนใหม่ให้เขากลับน่าตื่นตายิ่งกว่าเสียอีก ว่าไหม?

Phrolova: แล้วถ้าล้มเหลวล่ะ?

Cristoforo: ก็ช่างมันสิ Phrolova เธอก็รู้ดีว่าเรื่องเล่าราวมักเป็นเพียงจินตนาการที่มนุษย์ใช้ซ้อมเผชิญหน้ากับชะตากรรมก็เท่านั้นเอง

Cristoforo: เพียงแค่บทละครนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้พเนจร คู่ควรจะเป็นตัวเอกของเรื่องราวที่ฉันเขียนหรือไม่ และถ้าพิสูจน์ว่าผ่านบททดสอบได้ ก็จะถือว่าสำเร็จด้วยไม่ใช่หรือไง?

เดินหน้าต่อ

Lupa: น่าขยะแขยงสิ้นดี

Lupa: ทำเหมือนเซปติมอนต์เป็นแค่ของเล่นในกำมือแบบนี้... ยกโทษให้ไม่ได้!

Lupa: เรื่องราวของคนที่ถูกบีบบังคับให้ตายมันดูสุนทรีย์หรืองดงามตรงไหนกัน?

กำจัดเกลียวคลื่นกัดกร่อน

ค้นหาตำแหน่งของเสียงกริ่ง

ใช้กระจกทองแดงสัจจา

Mya: ...

Lady of the Sea: ยังอยู่อีกเหรอ? Mya

Lady of the Sea: เสียงกังวานที่กำลังจางหายไปอย่างเจ้า ควรจะละลายหายไปกับทะเลนานแล้วนี่

Mya: ...แก ...จะไป ...ไหน...

Lady of the Sea: ไปคว้าชัย

Lady of the Sea: นี่เป็นความปรารถนาที่เจ้ายังทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ? Mya

Mya: นั่น... ไม่ใช่... สังเวียน... ของฉัน...

Mya: แชมเปี้ยน... แบบนี้น่ะ... ฉันไม่... ต้องการ...!

Lady of the Sea: แต่ข้าต้องการ หากไร้กุญแจทั้งตำแหน่งแชมเปี้ยนและราชสีห์ ข้าก็ไม่มีทางไปถึงศูนย์เน็กซัสที่ Imperator สร้างไว้ได้

Lady of the Sea: ทั้งเจ้า... ทั้ง Cartethyia... "ลูกสาว" ทั้งสองของข้าเป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมาแท้ๆ! ไฉนถึงเอาแต่ดื้อดึงต่อต้านอยู่ได้?

Lady of the Sea: เซปติมอนต์เคยให้อะไรดีๆ กับเจ้าบ้างไหม?

Lady of the Sea: พวกมันไม่ได้รักเจ้า ไม่ได้ต้องการเจ้า และเจ้าก็ถูกลืมเลือนไปนานแล้ว

Mya: เราถูก... เลี้ยงดูมา... โดยมนุษย์...

Mya: แกน่ะ... ไม่มีวัน... เข้าใจหรอก...

Lady of the Sea: ความภาคภูมิในการต่อสู้และหลงใหลในความแข็งแกร่ง ข้าต่างหากที่รู้จักแก่นแท้ของชาวเซปติมอนต์ดีกว่าเจ้า

Lady of the Sea: Mya เอ๋ย เจ้าก็แค่ไม่กล้าจะเผชิญหน้ากับความจริง เลือกแต่จะหลอกตัวเอง

Lady of the Sea: เจ้าไม่กล้ายอมรับว่าพวกมันเคยหลอกใช้เจ้าแล้วก็เขี่ยทิ้ง ไม่กล้ายอมรับเลยว่าตลอดมา เจ้าไม่เคยมีค่าอะไร

Mya: ไม่... ไวเบอร์นัม... ดอกไม้... ของฉัน...

Lady of the Sea: เอาเถอะ... ไม่เป็นไร เจ้าจะคิดยังไงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

กลับไปที่ประตูท่อระบายน้ำ

Lupa: ไวเบอร์นัม... หมายถึงไวเบอร์นัมใบโลหิตแห่งเซปติมอนต์งั้นเหรอ?

Lupa: ...อ๊ะ ฉันเข้าใจแล้ว

Lupa: มันคือดอกไม้ที่มักจะมอบให้กลาดิเอเตอร์... ดอกไม้ที่สื่อถึงชัยชนะ

เดินหน้าต่อ

ไปยังลิฟต์

ใช้ลิฟต์เพื่อไปยังส่วนลึกของทางน้ำ

ตามเส้นทางไป

Lupa: (ฉันแบกความละอายเอาไว้มาตลอด)

Lupa: (ความละอายต่อสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เลือก ละอายต่อสิ่งที่ตัวเองมี จนบางครั้งมันกลับกลายเป็นความหวาดระแวง)

Lupa: (ฉันอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ! และเป็นแบบนั้นมาเกือบตลอด แต่ถึงอย่างนั้น... ฉันก็ยังเห็นความทุกข์บนใบหน้าของผู้อื่นอยู่ดี)

Lupa: (ใบหน้าของคนที่ผิดหวัง ใบหน้าของคนที่พ่ายแพ้ ใบหน้าของคนที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวฉัน...)

Lupa: (ฉันอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าไม่ได้มีพรสวรรค์นี้ตั้งแต่แรก ฉัน... ฉันอาจมาไม่ถึงจุดๆ นี้ได้)

Lupa: (แล้วฉันมีสิทธิ์จะตัดสินคนที่ยอมเหยียบย่ำกฎเพื่อความอยู่รอดเหรอ? หรือจริงๆ แล้วนั่นมันก็เป็นเพียงความเย่อหยิ่งที่ฉันไม่รู้ตัวกันแน่?)

Lupa: แต่ตอนนี้... ความคิดฉันเปลี่ยนไปแล้ว

Lupa: ผู้พเนจร แข็งแกร่งกว่าฉันมาก แต่เขาก็ยังปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม เขาไม่ได้เลือกจะตัดสินเพียงลำพัง แต่เขากลับเลือกจะเชื่อมั่นในตัวฉัน

Lupa: Cartethyia เคยถูกพันธนาการในหอคอยอยู่หลายปีเพราะแบกความคาดหวังของผู้คนไว้ เธอไม่เคยแม้แต่จะก้าวสู่ผืนดินของเซปติมอนต์ แต่สุดท้ายก็ยังยอมข้ามทะเลมา

Lupa: แล้วก็ Mya... พลังเรโซแนนซ์ของเธอไม่โดดเด่นนัก แต่เธอก็ไม่เคยหนีไม่เคยย่อท้อ เธอไม่เคยหยุดสู้จนวินาทีสุดท้าย

Lupa: จิตใจของมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

Lupa: ฉันมองข้ามคุณค่าของคนอื่นไป... และยังมองข้ามคุณค่าของตัวเองด้วย

Lupa: ส่วนแก! เจ้าสัตว์ประหลาดหยิ่งยโส! คิดว่าตัวเองเข้าใจความมืดในใจมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นแค่ตัวตนจอมปลอมเท่านั้น!

Lupa: ปราการหินกริฟฟินที่งดงาม เมืองของฉัน เซปติมอนต์

Lupa: เมืองที่สร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้คน ไม่ใช่เซนติเนล หรือเธรโนเดียน

Lupa: ใต้แสงเจิดจ้า ย่อมมีเงามืด

Lupa: แต่ผู้คนก็ยังโหยหาแสงเสมอ ยังคงวิ่งตามแสงเสมอ และก็เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเงาได้ในที่สุด

Lupa: Mya Cartethyia... พวกเธอเติบโตมาบนหมู่เกาะนี้ พวกเธอคือบุตรีแห่งรินาซิตา ไม่ใช่สมบัติของเทพองค์ใดทั้งนั้น!

ก้าวไปข้างหน้า

Lupa: ขอสาบานต่อดวงตะวันอันเป็นนิรันดร์ ฉันจะปราบแกให้ได้

เอาชนะ Lady of the Sea

Lady of the Sea: ข้าถือกำเนิดจากความกลัวและความกระหายของอารยธรรม จากหัวใจของชายและหญิง จากเด็กและคนชรานับไม่ถ้วน

Lady of the Sea: พวกเจ้าใช้ทั้งคมดาบและลิ้นอันเจ้าเล่ห์แย่งชิงอำนาจ ชื่นชมการฆ่าฟันบนสังเวียนมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้เพียงนิด

Lupa: หึ! แล้วแกมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินชาวรินาซิตา?

Lupa: Mya เลือกชะตาของเธอเองด้วยศักดิ์ศรี การมีอยู่ของแกนั่นแหละ คือการดูแคลนเธอ!

Lupa: ทุกวันนี้ แกยังยอมมุดหัวซ่อนอยู่ในเครื่องบ่มเพาะเล็กๆ เพื่อหนีความตายอยู่เลย แกไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการเผชิญหน้ากับความตายมันเป็นยังไง!

Lady of the Sea: ชีวิตของมนุษย์ เป็นแค่เสียงโหยหวนที่ก้องอยู่ระหว่างความเป็นกับความตายเท่านั้น!

ติดตาม Lady of the Sea และเข้าถึง "การปิดท้าย"

Lupa: โล่งอกไปที... ทั้งคู่ปลอดภัยกันจริงๆ ด้วย!

ผู้พเนจร: ความถี่ของเธรโนเดียนหายไปแล้ว ทำได้เยี่ยมมาก Lupa

Cartethyia: เธอได้พบกับ ผู้พเนจร และปกป้องเซปติมอนต์ไว้ได้... เหมือนในนิทานอัศวินเลย เอ่อ~ไม่สิ... ต้องเป็นนิทานกลาดิเอเตอร์รึปล่าวนะ?

Abby: ฟู่ว์! ในที่สุดฉันก็โผล่ออกมาได้แล้ว! ผู้พเนจร ไม่เป็นไรใช่ไหม?!

ผู้พเนจร: ฉันไม่เป็นไร Abby ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?

Abby: ฉัน... เดี๋ยวนะ นี่เรามาถึงเซปติมอนต์แล้วเหรอ?

Abby: เมื่อกี้ฉันก็กำลังคุยกับเธออยู่ แล้วก็ตู้ม! รู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่าง... มาคลุมตัวฉัน!

Abby: ตอนแรกมันทำให้ความถี่ของฉันปั่นป่วน แล้ว... ฉันก็วูบไป เดี๋ยวนะ! Cartethyia! กับสาวที่ฉันไม่รู้จักอีกคน?!

Lupa: ฮิ ร่าเริงดีจริงนะ เอคโค่ของคุณนี่เอะอะยิ่งกว่าเจ้า Ta-da อีกนะ!

Abby: ตะ... ตอนฉันหลับไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?!

Cartethyia: อืม... ฉันว่าน่าจะถึงเวลาที่เราต้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้วล่ะ มาเล่าเรื่องราวของแต่ละคนกันดีไหม?

Cartethyia: หลังจากที่ฉันรับรู้ถึงพลังของเธรโนเดียนในเซปติมอนต์ ฉันก็รีบออกตามหาต้นตอทันที

Cartethyia: เรื่องราวเกิดขึ้นกะทันหันมาก ฉันจึงอาศัยช่องว่างเล็กๆ เข้าสู่มิติโซโนโรที่ตัดขาดการสื่อสารกับโลกภายนอกไปโดยสิ้นเชิง

Cartethyia: ฉันพบกับ Lupa ที่สูญเสียบทบาทของเขาไปแล้วในเมืองเซปติมอนต์

Cartethyia: ฉันได้ร่วมทางกับเขาอยู่พักหนึ่ง จนเราพบตัวการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งก็คือ Cristoforo นักเขียนบทแห่งแฟรกต์ซิดัส กับเธรโนเดียน

Cartethyia: น่าเศร้าที่นักเขียนบทนั่นลบตัวตนของ Lupa ออกไป ส่วนฉันเองก็ถูกดึงเข้าสู่วังบาดาล ซึ่งเป็นที่ที่ฉันได้เจอกับเธรโนเดียนที่สิงสู่อยู่ในร่างไร้ลมหายใจของ Mya และกำลังซ่อนตัวอยู่ในอุปกรณ์ทดลอง

Cartethyia: น่าเสียดายที่ฉันกำจัดมันไม่ได้อย่างเด็ดขาด มันหนีไปที่ซ่อนของมันได้ก่อน

Cartethyia: ฉันจึงคิดไว้แล้วว่าคุณต้องสัมผัสถึงความผิดปกติและตามมาถึงเซปติมอนต์อย่างแน่นอน ก็เลยหาทางสนับสนุนคุณ

Cartethyia: ฉันได้ต่อสู้กับนักเขียนบทนั่นจนทำให้เขาสูญเสียการควบคุมบทละครในมือไป

Cartethyia: หลังจากนั้นเขาก็หนีไปพร้อมกับผู้คุมคนอื่นต่อหน้าฉัน... และมิติโซโนโรก็เริ่มพังทลายลง จนพวกเราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง

Cartethyia: มีอะไรอยากถามฉันอีกหรือเปล่า? ผู้พเนจร

ผู้พเนจร:

Cartethyia: ฉันกับ Lupa ได้ตั้งสมมติฐานไว้หลายข้อระหว่างสืบหาเบาแส ถึงจะไม่กล้าฟันธงว่าถูกต้องทั้งหมดก็เถอะ

Cartethyia: ในมิติโซโนโรที่ว่านี้ ที่ที่เรื่องเล่ากลายเป็นความจริง แต่บทบาทคือตัวกำหนดตัวตนของคนที่อยู่ในนั้น

Cartethyia: การสูญเสียบทบาทก็เท่ากับการถูกลบทั้งชื่อและความทรงจำไปพร้อมกัน

Cartethyia: ความจริง Mya ตายไปนานแล้ว และที่นี่ก็ไม่มีตัวตนของเธอจริงๆ ผู้ที่ชนะศึกอากอนในสามวันไม่ใช่ Mya แต่เป็น Lupa

Cartethyia: ฉันเดาว่าเรื่องที่นักเขียนบทละครแต่งขึ้นจะออกนอกเค้าโครงเดิมได้ไม่มาก นี่น่าจะเป็นข้อจำกัดของพลังเรโซแนนซ์ของเขา

Cartethyia: นี่คงเป็นเหตุผลเขาลบชื่อของ Lupa แล้วสลับตัวตนให้กลายเป็น "Mya" แทน จึงทำให้ Mya ดึงดูดคลื่นทมิฬให้ถาโถมใส่เซปติมอนต์ได้

ผู้พเนจร:

Cartethyia: ศูนย์เน็กซัสที่อยู่ในหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ถูกสร้างขึ้นโดยเซนติเนล และดูเหมือนว่าจะยังไม่เคยมีใครได้เข้าไปมาก่อนเลย

Cartethyia: การเปิดใช้งานมีเงื่อนไขสำคัญสองข้อ หนึ่งคือชัยชนะซึ่งจะได้รับการยอมรับจาก Lioness of Glory ภายใต้บัญชาของเซนติเนล และสองคือการมีร่องรอยความถี่ของเซนติเนล

Cartethyia: ด้วยเหตุผลนี้เอง เธรโนเดียนจึงเล็งเป้ามาที่ Mya ก่อน และหลังจากนั้นก็หันเหความสนใจมาที่ Lupa ต่อ

Cartethyia: ฉันโจมตีอย่างหนักใส่เธรโนเดียนภายในเรื่องราวนั้น แต่เพราะก่อนหน้านั้นฉันปกป้องศูนย์เน็กซัสไม่ให้ถูกกัดกร่อนไม่สำเร็จ มันเลยยังทนยืนหยัดได้และดูดซับพลังงานจากแหล่งนั้นต่อ

ผู้พเนจร: ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ฉันมักจะเห็นภาพของ Lupa กับ Mya ซ้อนทับกันอยู่บ่อยๆ...

Cartethyia: ดูเหมือนว่าเธรโนเดียนจะพยายามแทนที่บทบาทของ Lupa กัดกร่อนศูนย์เน็กซัสอีกครั้งเพื่อดูดกลืนพลัง แล้วทำลายรินาซิตาให้สิ้น

ผู้พเนจร:

Cartethyia: นอกจากนักเขียนบทละครนั่นแล้ว ฉันยังเจอผู้คุมของแฟรกต์ซิดัสอีกสองคน ผู้หญิงที่ปิดตาข้างหนึ่งด้วยผ้าพันแผล กับผู้ชายที่มีรอยแผลเป็นอยู่เต็มหน้า

ผู้พเนจร: (น่าจะเป็น Phrolova... กับ Scar สินะ แต่ Scar มาอยู่ในรินาซิตาได้ยังไง?)

Cartethyia: น่าเสียดาย ฉันไม่มีจังหวะได้ปะทะกับพวกนั้นตรงๆ เห็นแค่ครู่เดียวก่อนจะหายตัวไป

Cartethyia: ฉันยังไม่แน่ใจว่าพวกนั้นมารวมตัวกันที่เซปติมอนต์ด้วยเป้าหมายอะไร แต่ไม่ว่าแผนจะเป็นแบบไหน เราต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อน

ผู้พเนจร:

Cartethyia: ความถี่ของเธรโนเดียนในเซปติมอนต์หายไปแล้ว แต่ฉันเกรงว่าเรื่องนี้จะยังไม่จบง่ายๆ แน่

Cartethyia: อีกอย่าง... อาจเพราะคลื่นทมิฬในมิติโซโนโร ฉันรู้สึกได้ว่าพลังในตัวฉันที่เคยสมดุลกำลังเริ่มเอนเอียง... ถูกดึงดูดเข้าหาฝั่งเธรโนเดียนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้พเนจร: ...!

Cartethyia: พอคิดย้อนไป บางทีนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนของแฟรกต์ซิดัสด้วย

ผู้พเนจร: ...งั้นเธอคงต้องไปที่แบล็กชอร์แล้วล่ะ Cartethyia

ผู้พเนจร: ที่นั่นรับมือกับเธรโนเดียนมาหลายปี ฉันว่าเธอควรไปที่นั่นแล้วลองทดสอบดูก่อน เพื่อยืนยันว่าควรจะรับมือควบคุมต่อไปยังไง

Cartethyia: แบล็กชอร์... คุณมาจากที่นั่นใช่ไหม?

Cartethyia: ถ้าเป็นที่ที่คุณเองก็ไว้ใจ ฉันก็จะไป

Lupa: เหตุการณ์ที่เป็นตัวปลุกคลื่นทมิฬขึ้นมาในตอนแรก... คงเป็นความตายของฉันเอง

Lupa: หลังจากนั้น รายละเอียดของเรื่องราวก็ไม่ชัดเจน มันเกิดซ้ำไม่รู้กี่ครั้ง ฉันเองก็จำทุกอย่างไม่ค่อยได้...

Lupa: ฉันจำได้แค่ว่าตัวเองวนเวียนอยู่บนถนนในเมืองเซปติมอนต์ที่กลายเป็นเมืองร้าง ถูกคลื่นทมิฬกัดกร่อน ไม่เคยก้าวพ้นออกมาได้เลย... จนกระทั่งได้เจอ Cartethyia

Lupa: เธอช่วยฉันเอาไว้ แต่ในเรื่องราวนั้น... พวกเราก็ยังแก้ปมต้นเหตุของภัยพิบัติได้ไม่ทั้งหมด

Lupa: พอมาในอีกเรื่องราวหนึ่ง ฉันก็ได้เจอคุณ คู่หูของฉัน

Lupa: แล้วหลังจากที่เราแยกกัน ฉันก็ตื่นขึ้นอีกครั้งในอีกเรื่องราวหนึ่ง ในหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์ที่เราได้พบร่างจริงของเธรโนเดียนในทางน้ำใต้ดิน

Lupa: มัน... ควบคุมร่างของ Mya และใช้มิติโซโนโรของแฟรกต์ซิดัสเพื่อเพิ่มพลังให้กับตัวเอง

Lupa: หลังจากที่ฉันเอาชนะมันได้ มิติโซโนโรก็เริ่มพังทลายลง ฉันฝ่าหน้ากระดาษที่เริ่มขาดกระจายออกมา แล้วก็ได้มาเจอพวกคุณอีกครั้ง!

Lupa: ยังมีอะไรที่อยากรู้อีกไหมล่ะ? ฉันจะเล่าให้ฟังทุกอย่างแบบไม่กั๊กเลย

ผู้พเนจร:

Lupa: "ความตาย" ของฉัน... อืม งั้นขอเล่าย้อนตั้งแต่เริ่มแรก เส้นทางสู่บัลลังก์แชมเปี้ยนของฉันเลยก็แล้วกัน

Lupa: ตอนนั้นฉันเปิดโปงเรื่องที่ตระกูลนั่นจัดฉากล็อกผลไม่สำเร็จ แถมยังถูกคุณ Julia ล่อลวง แล้วต้องไปคว้าแชมเปี้ยนเพียงลำพัง หลังจากนั้นความทรงจำของฉันก็พร่าเลือนไปพักใหญ่... คงถูกควบคุมเอาไว้นั่นแหละ

Lupa: สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือตัวฉันยืนอยู่ในศูนย์เน็กซัสของหุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์แล้วปักหอกลงไปในสิ่งที่เหมือนแผงควบคุม จากนั้นจู่ๆ คลื่นทมิฬก็พรั่งพรูออกมา

Lupa: สุดท้าย คลื่นทมิฬก็กลืนกินเซปติมอนต์ทั้งหมด

Lupa: ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไร หรือตอนไหนที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงที่ฉันรู้จักกับมิติโซโนโรที่แฟรกต์ซิดัสสร้างขึ้นมาเริ่มพร่าเลือน

Lupa: ในเรื่องราวสามวันที่ฉันไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจาก Cartethyia ฉันจะต้องตายในวันแรกเสมอ แล้วก็ทำได้เพียงเฝ้ามองบ้านเกิดค่อยๆ พลังทลายลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผู้พเนจร:

Lupa: Cartethyia ช่วยฉันที่สูญเสียบทบาทและความทรงจำของตัวเองไป

Lupa: เราเดินเตร่กันในนครเซปติมอนต์ร้าง และปะติดปะต่อเรื่องราวกันจนพบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายที่แท้จริงคือแฟรกต์ซิดัสและเธรโนเดียน

Lupa: แต่สุดท้าย บทบาทของฉันก็ถูกเธรโนเดียนช่วงชิงไป และร่างของฉันก็หายไปต่อหน้าต่อตา Cartethyia

Lupa: แต่ว่าก่อนที่ฉันจะหายไป Cartethyia ได้มอบเศษเสี้ยวความถี่ของเธอให้กับฉัน...

Lupa: ฉันคิดว่าคงเพราะความถี่นั่นแหละที่พาฉันให้ไปพบกับคุณในเรื่องราวโดยที่ไม่รู้ตัวไงล่ะ!

ผู้พเนจร:

Lupa: หลายปีก่อน... Mya กระโจนลงทะเลจบชีวิตตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมของเธรโนเดียน

Lupa: แต่คุณ Julia กู้ร่างที่ไร้วิญญาณของเธอขึ้นมาจากก้นทะเล แล้วส่งต่อให้แฟรกต์ซิดัส

Lupa: ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกนั้นก็ใช้ร่างของเธอทำการทดลองหลายอย่าง จนในที่สุดพลังของเธรโนเดียนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวเธอก็ได้ตื่นขึ้น

Lupa: เธรโนเดียนควบคุมร่างไร้วิญญาณของ Mya กลายเป็นสัตว์ประหลาดครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ทะเล และร่วมมือกับแฟรกต์ซิดัส

Lupa: ส่วนเศษเสี้ยวเสียงกังวานสุดท้ายของ Mya ถูกบังคับให้ผสานรวมอยู่กับมันและทนทุกข์ทรมานเรื่อยมา...

ผู้พเนจร:

Lupa: อ้อ คู่หู บทละครกับกระจกสัมฤทธิ์ที่คุณให้ฉันมาน่ะ! ฉันคืนให้ตอนนี้เลยแล้วกัน

Lupa: เป็นเรื่องราวที่ยาวจริงๆ แต่ตอนจบก็ออกมาสวยงามนะเนี่ย

Lupa: แต่พอคิดถึง Mya แล้วก็ยังอดเศร้าไม่ได้อยู่ดี

Lupa: เสียงกังวานของเขาที่ติดอยู่ในร่างสัตว์ประหลาดนั่น... ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแน่ๆ...

ผู้พเนจร: ตอนที่เธอจัดการเธรโนเดียนนั่น เศษเสี้ยวเสียงกังวานของ Mya คงจะถูกปลดปล่อยออกมาได้

Lupa: ...ใช่ รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยที่ได้ต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับเธอ ดีใจจริงๆ!

Lupa: เป็นเพราะคุณกับ Cartethyia เลยนะ ฉันถึงมีโอกาสเขียนตอนจบของเรื่องราวโศกนาฏกรรมได้ใหม่

Lupa: ขอบคุณนะคู่หู ที่เชื่อในตัวฉัน

Cartethyia: ยังมีอีกเรื่อง เราต้องกลับไปที่ศูนย์เน็กซัสของเซปติมอนต์ ฉันเจอข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับคุณอยู่ที่นั่น ผู้พเนจร

Lupa: ศูนย์เน็กซัสเหรอ... พอดีเลย ฉันก็มีเรื่องต้องไปทำที่หุบเขาแห่งความรุ่งโรจน์อยู่เหมือนกัน

ผู้พเนจร: ตกลง งั้นไปด้วยกันเถอะ

กลับเข้าสู่ศูนย์กลางควบคุม

ตรวจสอบต่อ

Cartethyia: ตอน Lupa หายตัวไป ฉันได้ทำลายอุปกรณ์ทดลองแล้วไล่ตามเธรโนเดียนไป ระหว่างนั้นก็จัดการ Lioness of Glory ที่ถูกควบคุม หลังจากนั้นฉันก็แวะมาที่นี่

Cartethyia: ยังจำได้ใช่ไหมว่าเธรโนเดียนช่วงชิงความรู้และสิทธิ์เข้าถึงบางส่วนไปจากเซนติเนล?

Cartethyia: สำหรับเซนติเนล สิ่งที่ถูกช่วงชิงไปคือข้อมูล ที่ปรากฏในรูปแบบความทรงจำ

Cartethyia: เพราะอย่างนั้น แม้แต่เซนติเนลเองก็ยังลืมไปเลยว่าก่อนที่จะหลอมรวมเข้ากับเธรโนเดียน ท่านได้ถ่ายโอนความรู้ส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ในศูนย์เน็กซัสของเซปติมอนต์

ผู้พเนจร: ข้อมูลที่ Imperator ลืมไป...

Cartethyia: นี่คือข้อมูลที่ต้องปิดเป็นความลับที่สุดที่ห้ามให้เธรโนเดียนล่วงรู้ เซนติเนลจึงโยกย้ายมาเก็บรักษาไว้

Cartethyia: ฉันพบความถี่พิเศษภายในนั้น ส่วนหนึ่งของมัน... คล้ายกับความถี่ของคุณมาก ฉันเชื่อว่านี่คือของที่เซนติเนลตั้งใจฝากไว้ให้คุณ ฉันจึงนำมันออกมาด้วย

ผู้พเนจร: ...!

คุณสัมผัสได้ถึงความถี่อันแผ่วเบาของสายลมที่ทั้งเย็นและเฉียบคม มันสลายหายไปทันทีที่สัมผัสมือของคุณ ทว่าก่อนจะจางหาย มันก็ชี้ไปยังที่แห่งหนึ่งอันไกลโพ้นในเซปติมอนต์

Cartethyia: ดูเหมือนจะเป็นเบาะแส... ความลับที่แท้จริงที่ท่านตั้งใจเก็บไว้ให้คุณ จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่อยู่ในทิศที่มันชี้ไป

Cartethyia: เมื่อครู่ ก่อนที่ฉันมาสมทบกับคุณ ฉันเพิ่งผ่านเมืองเซปติมอนต์มาด้วย

Cartethyia: สังเวียนที่ฉันทำลายไปถูกกู้คืนกลับมาแล้วก็จริง แต่ในใจของผู้คน แชมเปี้ยนก็ยังเป็น ผู้พเนจร กับ Lupa อยู่ดี

Cartethyia: อำนาจของแฟรกต์ซิดัสในการเขียนความจริงใหม่นั้นลึกกว่าที่เราคาดไว้ ฉันเกรงว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

Cartethyia: ฉันเคยคิดว่าเธรโนเดียนแค่อยากยืมมือแฟรกต์ซิดัสเพื่อทวงพลังคืน ทว่าเป้าหมายจริงๆ ของมันคือศูนย์เน็กซัส คงเพราะความลับที่เซนติเนลซ่อนไว้นั่นแหละ

Lupa: ทางนั้น... คือทางไปสนามล่า

Lupa: เมฆกระแสทมิฬยังวนเวียนอยู่ที่นั่น พอถึงช่วงมหาคลื่น ชาวเซปติมอนต์ก็จะออกล่าและกำจัดทาเซ็ตดิสคอร์ดที่ก่อตัวขึ้น

Cartethyia: คลื่นทมิฬ... เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน

Cartethyia: ฉันยังระบุจุดที่ข้อความของเซนติเนลซ่อนไว้ไม่ได้เลย เกรงว่าคุณคงต้องไปดูด้วยตัวเองแล้วล่ะ ผู้พเนจร

Cartethyia: แต่มรสุมลูกใหญ่ที่สุดก็ผ่านไปแล้ว ถือโอกาสนี้พักกันสักหน่อยเถอะ

Cartethyia: Lupa ช่วยเป็นไกด์ให้พวกเราหน่อยสิ พาเราไปชมวิวและเกียรติยศของเซปติมอนต์หน่อยได้ไหม?

Cartethyia: ฉันอยากฟังเรื่องที่เธอเล่าต่อเมื่อครู่ให้ละเอียด ลมที่พัดธงทองไสวกับเสียงกระดิ่งลมที่ดังระรัว...

Lupa: แน่นอน! ด้วยความยินดี

Lupa: แต่ก่อนไป ฉันมีเรื่องบางอย่าง... ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน

ผู้พเนจร:

Lupa: ดาบของ Mya น่ะ ลำบากอยู่พอสมควรเลยกว่าจะเอามันกลับมาได้

Lupa: สัตว์ประหลาดตัวนั้นหายไปแล้ว ก็เหมือนกับวีรชนชาวเซปติมอนต์อีกหลายคนไม่อาจนำร่างกลับมาได้ แต่อย่างน้อย... นำเอาอาวุธกลับมา

Lupa: ที่นี่คือที่ที่เขาสละชีวิต ฉันเองก็บอกไม่ได้หรอกว่าลึกๆ แล้วเขารักหรือเกลียดเซปติมอนต์มากกว่ากัน

Lupa: แต่... เขาเคยพูดถึงไวเบอร์นัมใบโลหิต มันเป็นเหมือนของขวัญที่ผู้คนมักจะมอบให้เหล่ากลาดิเอเตอร์เพื่อแสดงความชื่นชม

Lupa: ฉันเลยคิดว่า... เขาคงอยากจะพักผ่อนอยู่ที่นี่แหละ

Lupa: สวยจริงๆ...

Lupa: นครของพวกเรา นครแห่งความรุ่งโรจน์ ผู้คนดื่มสังสรรค์เฮฮา หัวเราะสุดเสียง ชื่นชมงานประติมากรรม และมีชีวิตอยู่เพื่อการล่า

Lupa: ที่นี่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง ผ่านมาทั้งยามมีชัยและยามพ่ายแพ้ เป็นที่ซึ่งโอบอุ้มทั้งความหวังและความผิดหวังทั้งหมดเอาไว้